“เมืองไทย พี.เค.แสนชัยฯ” ตัวอย่างนักมวยเงินล้าน มีบ้าน-ที่ดินด้วยลำแข้งตนเอง

มวย

วันนี้ (1 มี.ค. 2563) อาชีพนักมวย ที่หลายคนอาจมองข้าม บางคนถึงกับเหยียดว่าเป็นอาชีพระดับล่าง แต่จริงๆ พวกเขาก็คือ “นักกีฬา” ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีพรสวรรค์ มีความสามารถ และทักษะในการชกมวย ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จได้บนเส้นทางสายนี้ แต่หนึ่งในจำนวนนักมวยที่ประสบความสำเร็จอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศไทย ต้องมีชื่อของ เมืองไทย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม

 

เมืองไทย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ยอดมวยจากบุรีรัมย์ วัย 25 ปี ซึ่งหัดชกมวยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพื่อแลกกับค่าตัวครั้งแรก 150 บาท หากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำสมัย 18 ปีก่อน ในต่างจังหวัด 133 บาท กรุงเทพฯ 169 บาท ก็ถือว่าพอๆ กับค่าแรงขั้นต่ำหนึ่งวัน ที่มันต่างกันคือ นักมวยขึ้นชกทุกวันไม่ได้ เพราะหลังชกต้องมีวันพัก

เด็ก 7 ขวบอย่าง เมืองไทย ได้เงิน 150 บาทก็ดีใจแย่แล้ว อย่าไปดูถูกว่าเงินน้อย เพราะสำหรับลูกอีสานฐานะยากจน มันเป็นเงินที่เขาเอามาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้

เมื่อเติบโตเป็นนักมวยไทยแถวหน้าอย่างเต็มตัว กวาดรางวัลแชมป์มากมายหลายเส้น จนค่าตัวไต่จาก 150 ไปเป็นหลักพัน หลักหมื่น จนกระทั่งถึงหลักแสนในปัจจุบัน ยิ่งถ้าชกในรายการต่างประเทศอย่าง วัน แชมเปียนชิพ ก็ขยับขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

18 ปีที่ผ่านมาจึงทำให้ เมืองไทย มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ มีบ้าน ที่ดิน รถ ทองคำ และเงินเก็บรวมเบ็ดเสร็จแล้ว 7 หลัก ฟังดูน่าตกใจ “เป็นนักมวยก็รวยได้” รู้อย่างนี้ส่งลูกไปเรียนมวยแต่เล็กๆ ท่าจะดี

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า หากกางสถิติธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยที่มีเงินฝากออมทรัพย์ 7 หลักขึ้นไปในประเทศนี้มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เท่านั้น และหนึ่งในนั้นเจ้าของบัญชีก็คือนักมวยไทยชื่อ “เมืองไทย” คนนี้เอง

ตอนนี้ เมืองไทย ในวัย 25 ปี มีภรรยาหนึ่ง ลูกหนึ่ง บ้านอยู่หนองกี่ บุรีรัมย์ ซ้อมอยู่ค่าย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม แม้จะขึ้นชกมวยไฟต์ละเป็นแสนๆ ปีหนึ่งชกไม่ต่ำกว่า 6 ไฟต์ รายได้มากกว่าคนมีการศึกษากว่าครึ่งค่อนประเทศ แต่ก็ยังทำตัวติดดิน เข้าตำรา “ทำตัวจน จะไม่จน” ที่สำคัญเขาเป็นคนกตัญญูเลี้ยงดูพ่อแม่ ถึงมีแต่ความเจริญ

นอกจากการชกมวย ภรรยาของเมืองไทย “น้องนัท” ณัฐมล เจริญดี ยังช่วยสามีทำงาน เธอเลี้ยงลูกอยู่บ้าน และเป็นแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาดเจริญดี อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอาชีพนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ ทำมาหลายสิบปี หากมีเวลาว่างเว้นจากการชกมวย เมืองไทย ก็จะมาช่วยภรรยาขายผักจนเป็นที่รู้กันทั้งตลาด

การขายผักเป็นอาชีพสุจริต ตื่นเช้าไปรับผักจากแหล่งขายส่ง มาวางขายหน้าร้าน กำไรตกวันละพันกว่าบาท ยิ่งช่วงเทศกาลยิ่งขายดี นับเงินได้ถึงหมื่นบาทก็มี เป็นอีกอาชีพรวยเงียบๆ ที่สามารถเป็นนายตัวเองได้

“ทำตัวจน จะไม่จน” ทุนสังคมมีน้อย ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวฟู่ฟ่า หรือขับรถหรูหราไปอวดใคร กินข้าวกับน้ำพริกจิ้มผักที่ขายเองในร้าน ชีวิตก็มีความสุขได้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทางร่างกาย และความทรมานใจที่ต้องอยู่ห่างไกลครอบครัวในช่วงที่ต้องเข้าค่ายเก็บตัวซ้อมที่กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าหากข้ามผ่านอุปสรรคสองอย่างหลังนี้ได้ อย่างอื่นก็ไปลุยเอาบนสังเวียน